Black Ribbon Top Right

เวลาทำการ

จันทร์-ศุกร์ :

09.00 - 18.00 น.

เราช่วยคุณได้

@megaplustravel

Travel License : 11/11841

หน้าแรก

/

บทความท่องเที่ยว

/

10 เรื่องต้องรู้ก่อนขึ้นเครื่อง ตั้งแต่ซื้อตั๋วจนถึงการต่อเครื่อง

10 เรื่องต้องรู้ก่อนขึ้นเครื่อง ตั้งแต่ซื้อตั๋วจนถึงการต่อเครื่อง

30

Aug

ไทย

10 เรื่องต้องรู้ก่อนขึ้นเครื่อง ตั้งแต่ซื้อตั๋วจนถึงการต่อเครื่อง

การเดินทางด้วยเครื่องบินไม่ได้มีเพียงการซื้อตั๋วแล้วไปถึงสนามบินให้ทันเวลา เพราะยังมีรายละเอียดสำคัญอีกหลายเรื่อง ตั้งแต่การเลือกช่องทางซื้อตั๋ว เงื่อนไขสัมภาระ การเช็กอิน ไปจนถึงการเปลี่ยนเครื่องในต่างประเทศ

บางเรื่องดูเหมือนเป็นรายละเอียดเล็กน้อย แต่หากเข้าใจผิด อาจทำให้เสียเงินเพิ่ม ตกเครื่อง กระเป๋าไปไม่ถึงปลายทาง หรือไม่สามารถขึ้นเครื่องได้


บทความนี้รวบรวม 10 เรื่องเกี่ยวกับการเดินทางด้วยเครื่องบินที่ควรรู้ โดยเฉพาะผู้ที่กำลังเดินทางไปต่างประเทศหรือขึ้นเครื่องเป็นครั้งแรก

1. การต่อเครื่องคืออะไร ต้องรับกระเป๋าใหม่ไหม?

การต่อเครื่องหรือ Transfer คือการเดินทางที่ต้องเปลี่ยนจากเที่ยวบินหนึ่งไปขึ้นอีกเที่ยวบินหนึ่งก่อนถึงจุดหมาย เช่น เดินทางจากกรุงเทพฯ ไปปารีส โดยแวะเปลี่ยนเครื่องที่ดูไบ

สิ่งที่ควรตรวจสอบมีดังนี้

  • เที่ยวบินทั้งหมดอยู่ในตั๋วหรือรหัสการจองเดียวกันหรือไม่
  • สายการบินสามารถเช็กกระเป๋าถึงปลายทางได้หรือไม่
  • ต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองที่ประเทศต่อเครื่องหรือไม่
  • ต้องเปลี่ยนอาคารผู้โดยสารหรือเปลี่ยนสนามบินหรือไม่
  • มีเวลาสำหรับต่อเครื่องเพียงพอหรือไม่

หากเที่ยวบินอยู่ในตั๋วใบเดียวกันและสายการบินมีข้อตกลงร่วมกัน โดยทั่วไปกระเป๋ามักถูกส่งต่อถึงปลายทาง แต่ไม่ควรคาดเดาเอง ให้ถามเจ้าหน้าที่ตั้งแต่สนามบินต้นทางและตรวจดูปลายทางบนป้ายติดกระเป๋าทุกครั้ง

กรณีซื้อตั๋วแยก ผู้โดยสารอาจต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง รับกระเป๋า และเช็กอินใหม่ด้วยตนเอง หากเที่ยวบินแรกดีเลย์จนขึ้นเที่ยวบินถัดไปไม่ทัน สายการบินของเที่ยวบินถัดไปอาจไม่มีหน้าที่จัดเที่ยวบินใหม่ให้

2. ซื้อตั๋วเครื่องบินที่ไหนดี เว็บสายการบินหรือ Agency?

ทั้งสองช่องทางมีข้อดีแตกต่างกัน


ซื้อผ่านเว็บไซต์สายการบิน

เหมาะกับผู้ที่ต้องการจัดการเที่ยวบินโดยตรง เช่น เลือกที่นั่ง ซื้อสัมภาระ เปลี่ยนวันเดินทาง หรือขอคืนเงินตามเงื่อนไขของบัตรโดยสาร

ข้อดีคือเมื่อตารางบินเปลี่ยนหรือเกิดปัญหา ผู้โดยสารสามารถติดต่อสายการบินซึ่งเป็นผู้ออกบัตรโดยสารได้โดยตรง


ซื้อผ่าน Agency

เหมาะกับเส้นทางที่มีหลายเที่ยวบิน หลายสายการบิน หรือผู้เดินทางที่ต้องการคนช่วยตรวจสอบเงื่อนไขและประสานงาน

อย่างไรก็ตาม ควรเลือก Agency ที่มีตัวตนและช่องทางติดต่อชัดเจน พร้อมอ่านเงื่อนไขการเปลี่ยนตั๋ว การคืนเงิน และค่าบริการให้ครบ เพราะบางกรณีสายการบินอาจให้ผู้โดยสารกลับไปดำเนินการผ่านตัวแทนที่ออกตั๋วให้

อย่าตัดสินจากราคาหน้าแรกเพียงอย่างเดียว ควรเปรียบเทียบราคาสุทธิหลังรวมสัมภาระ ที่นั่ง อาหาร ค่าชำระเงิน และเงื่อนไขการเปลี่ยนหรือยกเลิกแล้ว

3. เที่ยวบินออกกี่โมง ต้องไปถึงสนามบินกี่โมง?

สำหรับเที่ยวบินภายในประเทศ ควรไปถึงสนามบินล่วงหน้าประมาณ 2 ชั่วโมง ส่วนเที่ยวบินระหว่างประเทศควรเผื่อประมาณ 3 ชั่วโมง

หากเดินทางช่วงเทศกาล มีสัมภาระพิเศษ เดินทางเป็นกรุ๊ปใหญ่ ต้องตรวจเอกสารเพิ่มเติม หรือไม่คุ้นเคยกับสนามบิน ควรเพิ่มเวลาเผื่อไว้อีก

อย่าสับสนระหว่างเวลาต่อไปนี้

  • Check-in time: เวลาที่สามารถเช็กอินได้
  • Boarding time: เวลาเริ่มเรียกผู้โดยสารขึ้นเครื่อง
  • Gate closing time: เวลาที่ประตูขึ้นเครื่องปิด
  • Departure time: เวลาที่เที่ยวบินออกเดินทาง

ตัวอย่างเช่น การบินไทยระบุว่าเคาน์เตอร์สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศปิดก่อนออกเดินทาง 50 นาที เที่ยวบินภายในประเทศปิดก่อน 40 นาที และประตูขึ้นเครื่องปิดก่อนเวลาออก 10 นาที แต่เวลาเหล่านี้แตกต่างกันตามสายการบินและสนามบิน จึงควรตรวจสอบเงื่อนไขของเที่ยวบินที่ซื้อทุกครั้ง

4. ตั๋วแบบ Full Service กับ Low-cost ต่างกันอย่างไร?

สายการบิน Full Service มักรวมบริการบางส่วนไว้ในราคาตั๋ว เช่น สัมภาระโหลด อาหารหรือเครื่องดื่ม และบริการระหว่างเที่ยวบิน แต่สิทธิที่ได้รับยังขึ้นอยู่กับประเภทค่าโดยสาร

สายการบิน Low-cost มักเริ่มจากราคาพื้นฐาน ผู้โดยสารสามารถซื้อบริการเพิ่มเติมตามต้องการ เช่น

  • สัมภาระโหลด
  • อาหาร
  • การเลือกที่นั่ง
  • Priority Boarding
  • เงื่อนไขเปลี่ยนเที่ยวบิน

ก่อนเลือก ควรเปรียบเทียบ “ราคาสุทธิ” หลังรวมทุกบริการที่จำเป็น รวมถึงพิจารณาสนามบินที่ใช้ เวลาเดินทาง และเงื่อนไขการเปลี่ยนตั๋ว

บางครั้ง Low-cost ถูกกว่าจริง แต่บางเส้นทางเมื่อรวมกระเป๋า อาหาร และค่าที่นั่งแล้ว ราคาอาจใกล้กับ Full Service ดังนั้นคำว่าคุ้มจึงไม่ได้หมายถึงราคาตั๋วเริ่มต้นเพียงอย่างเดียว

5. กระเป๋าถือขึ้นเครื่องกับกระเป๋าโหลด ต่างกันอย่างไร?

กระเป๋าถือขึ้นเครื่อง

เป็นกระเป๋าที่ผู้โดยสารนำเข้าไปในห้องโดยสาร ต้องมีขนาดและน้ำหนักตามที่สายการบินกำหนด เหมาะสำหรับเก็บของสำคัญ เช่น

  • หนังสือเดินทางและเอกสารเดินทาง
  • เงินและของมีค่า
  • โทรศัพท์ กล้อง และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
  • ยาที่ต้องใช้ระหว่างเดินทาง
  • แบตเตอรี่สำรองตามข้อกำหนด
  • เสื้อผ้าสำรองหนึ่งชุด


กระเป๋าโหลดใต้เครื่อง

เป็นสัมภาระที่ส่งผ่านเคาน์เตอร์เช็กอินและเก็บไว้ใต้ท้องเครื่อง น้ำหนักที่ได้รับขึ้นอยู่กับสายการบิน เส้นทาง และประเภทตั๋ว

สิ่งสำคัญคือกฎสัมภาระแตกต่างกันได้ แม้จะเดินทางด้วยสายการบินเดียวกัน และหากมีหลายสายการบินในเส้นทางเดียวกัน อาจมีกฎของสายการบินพันธมิตรเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงควรตรวจสอบรายละเอียดบนใบจองหรือเว็บไซต์สายการบินก่อนจัดกระเป๋า

อย่าใส่พาสปอร์ต เงิน ของมีค่า ยาประจำตัว หรืออุปกรณ์ที่จำเป็นไว้ในกระเป๋าโหลด ส่วน Power Bank และแบตเตอรี่ลิเธียมสำรองโดยทั่วไปต้องนำขึ้นห้องโดยสารตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย

6. ชื่อบนตั๋วผิด แก้ได้ไหม?

ชื่อและนามสกุลบนตั๋วควรตรงกับหนังสือเดินทาง หากพบว่าสะกดผิด ควรติดต่อช่องทางที่ซื้อตั๋วทันที อย่ารอจนถึงวันเดินทาง

ควรแยกให้ออกระหว่าง

  • Name Correction: แก้การสะกดชื่อของผู้โดยสารคนเดิม
  • Name Change: เปลี่ยนตั๋วให้เป็นชื่อผู้โดยสารอีกคน

หลายสายการบินอนุญาตให้แก้การสะกดบางกรณี แต่อาจมีค่าธรรมเนียมหรือข้อจำกัด ส่วนการเปลี่ยนเป็นบุคคลอื่นมักไม่อนุญาต ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสายการบินและประเภทตั๋ว

ก่อนชำระเงินควรตรวจชื่อภาษาอังกฤษ นามสกุล วันเดินทาง จุดหมาย และหมายเลขเที่ยวบินให้เรียบร้อย เพราะตั๋วราคาประหยัดบางประเภทอาจแก้ไขหรือขอคืนเงินไม่ได้

7. เช็กอินออนไลน์แล้ว ต้องไปเคาน์เตอร์อีกไหม?

หากไม่มีสัมภาระโหลด มี Boarding Pass ที่ใช้งานได้ และสายการบินไม่ต้องตรวจเอกสารเพิ่มเติม ผู้โดยสารบางเที่ยวบินสามารถไปยังจุดตรวจความปลอดภัยและประตูขึ้นเครื่องได้เลย

แต่ยังต้องไปที่เคาน์เตอร์หรือจุด Bag Drop หาก

  • มีกระเป๋าที่ต้องโหลด
  • ต้องตรวจหนังสือเดินทาง วีซ่า หรือเอกสารเข้าประเทศ
  • Boarding Pass ระบุให้ติดต่อเจ้าหน้าที่
  • เดินทางพร้อมเด็กเล็ก สัตว์เลี้ยง หรือสัมภาระพิเศษ
  • ต้องการความช่วยเหลือพิเศษ
  • สนามบินไม่รองรับ Boarding Pass บนโทรศัพท์

ตัวอย่างเช่น การบินไทยเปิดเช็กอินออนไลน์ตามช่วงเวลาที่กำหนด แต่ผู้โดยสารที่มีกระเป๋าโหลดก็ยังต้องนำกระเป๋าไปส่งที่จุด Bag Drop และบางกรณีอาจต้องแสดงเอกสารต่อเจ้าหน้าที่ก่อนเดินทาง

ดังนั้นเช็กอินออนไลน์แล้วไม่ได้หมายความว่าไปถึงประตูขึ้นเครื่องก่อนเครื่องออกไม่กี่นาทีได้ เพราะยังต้องเผื่อเวลาสำหรับสัมภาระ การตรวจเอกสาร ตม. และการตรวจความปลอดภัย

8. เครื่องดีเลย์หรือยกเลิกเที่ยวบิน ต้องทำอย่างไร?

เมื่อเที่ยวบินล่าช้าหรือถูกยกเลิก ควรดำเนินการตามลำดับดังนี้

  1. ตรวจสอบสถานะจากแอป เว็บไซต์ หรือข้อความของสายการบิน
  2. ติดต่อสายการบินหรือผู้ที่ออกตั๋วให้
  3. ขอรายละเอียดเที่ยวบินใหม่หรือทางเลือกในการเดินทาง
  4. สอบถามสิทธิเรื่องอาหาร ที่พัก หรือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง
  5. แจ้งโรงแรม รถรับส่ง หรือบริการที่จองไว้ปลายทาง
  6. เก็บ Boarding Pass ใบเสร็จ และหลักฐานการแจ้งเปลี่ยนเที่ยวบิน
  7. ติดต่อบริษัทประกันเดินทาง หากกรมธรรม์ครอบคลุมความล่าช้าหรือการยกเลิก

สิทธิของผู้โดยสารขึ้นอยู่กับประเทศ ต้นเหตุของความล่าช้า สายการบิน และเงื่อนไขบัตรโดยสาร จึงไม่ควรสรุปว่าทุกกรณีจะได้รับค่าชดเชยเหมือนกัน

หากมีเที่ยวบินบินต่อ ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที โดยเฉพาะเมื่อเที่ยวบินทั้งหมดไม่ได้อยู่ในตั๋วใบเดียวกัน

9. เปลี่ยนเครื่องต่างประเทศ ต้องขอ Transit Visa ไหม?

คำตอบคือ “ขึ้นอยู่กับประเทศ เส้นทาง และสัญชาติของผู้เดินทาง”

ปัจจัยที่ต้องตรวจสอบ ได้แก่

  • ประเทศที่ใช้เปลี่ยนเครื่อง
  • สัญชาติและหนังสือเดินทางของผู้เดินทาง
  • ต้องออกจากเขต Transit หรือไม่
  • ต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองหรือไม่
  • ต้องรับกระเป๋าและเช็กอินใหม่หรือไม่
  • ต้องเปลี่ยนสนามบินหรือไม่
  • ระยะเวลาที่อยู่ระหว่างเปลี่ยนเครื่อง
  • มีวีซ่าหรือใบอนุญาตพำนักของประเทศอื่นอยู่แล้วหรือไม่

แม้ไม่ได้ออกไปเที่ยวข้างนอกสนามบิน บางประเทศก็อาจกำหนดให้ผู้ถือหนังสือเดินทางบางสัญชาติต้องมี Airport Transit Visa

ควรตรวจสอบจากสถานทูต หน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง เว็บไซต์รัฐบาลของประเทศที่ต่อเครื่อง หรือฐานข้อมูลข้อกำหนดการเดินทางที่สายการบินใช้ก่อนซื้อตั๋ว เพราะกฎสามารถเปลี่ยนแปลงได้ และการไม่มีเอกสารที่ถูกต้องอาจทำให้ถูกปฏิเสธการเช็กอินตั้งแต่สนามบินต้นทาง

10. เวลาบนตั๋วเครื่องบินดูอย่างไร เครื่องหมาย +1 คืออะไร?

เวลาออกและเวลาถึงบนตั๋วเครื่องบินจะแสดงเป็น “เวลาท้องถิ่น” ของสนามบินแต่ละแห่ง

ตัวอย่างเช่น เที่ยวบินออกจากกรุงเทพฯ เวลา 23.30 น. และถึงโตเกียวเวลา 07.30 น. เวลาถึงหมายถึง 07.30 น. ตามเวลาประเทศญี่ปุ่น ไม่ใช่เวลาประเทศไทย

หากมีเครื่องหมาย +1 หมายถึงถึงในวันถัดไป ส่วน +2 หมายถึงถึงหลังจากวันออกเดินทางสองวัน หากเดินทางข้ามเส้นแบ่งวันสากล อาจพบเครื่องหมาย -1 ได้เช่นกัน

จุดนี้สำคัญต่อการจองโรงแรม รถรับส่ง และเที่ยวบินต่อ เพราะผู้เดินทางอาจเผลอจองวันที่ผิดได้ง่าย

ควรตรวจสอบให้ครบทั้ง

  • วันที่ออกเดินทาง
  • เวลาออก
  • วันที่ถึงปลายทาง
  • เวลาถึง
  • เขตเวลาของแต่ละประเทศ
  • สนามบินและอาคารผู้โดยสาร
  • ระยะเวลารอต่อเครื่อง

สรุปก่อนเดินทาง

ก่อนกดซื้อตั๋วเครื่องบิน อย่าดูเฉพาะราคาและเวลาออกเดินทาง แต่ควรตรวจสอบเส้นทางบิน ระยะเวลาต่อเครื่อง สัมภาระ สนามบินที่ใช้ เงื่อนไขตั๋ว และเอกสารเข้าประเทศให้ครบ

เช็กลิสต์สั้น ๆ ก่อนชำระเงิน ได้แก่

  • ชื่อผู้โดยสารตรงกับหนังสือเดินทาง
  • วันและเวลาเดินทางถูกต้อง
  • เข้าใจเครื่องหมาย +1 หรือ +2
  • มีเวลาเปลี่ยนเครื่องเพียงพอ
  • ทราบว่าต้องรับกระเป๋าใหม่หรือไม่
  • ตรวจสอบสัมภาระที่รวมในตั๋ว
  • อ่านเงื่อนไขการเปลี่ยนและคืนเงิน
  • ตรวจสอบวีซ่าและ Transit Visa
  • วางแผนเวลาเดินทางไปสนามบิน
  • เก็บข้อมูลการจองไว้ในโทรศัพท์และอีเมล

หากเส้นทางมีหลายเที่ยวบิน ต้องเปลี่ยนเครื่อง หรือไม่แน่ใจว่าควรเลือกตั๋วประเภทไหน MegaPlus Travel พร้อมช่วยตรวจสอบและแนะนำการเดินทางให้เหมาะกับแผนของคุณ

เกร็ดความรู้

LINE: @megaplustravel
โทร: 062-914-1514
เว็บไซต์: www.megaplustravel.com
ใบอนุญาต TAT: 11/11841

MegaPlus Travel เติมความสุขระดับ A Class

จำนวนผู้เข้าชม 48 ครั้ง