Black Ribbon Top Right

เวลาทำการ

จันทร์-ศุกร์ :

09.00 - 18.00 น.

เราช่วยคุณได้

@megaplustravel

Travel License : 11/11841

หน้าแรก

/

บทความท่องเที่ยว

/

ไทยปรับมาตรการตรวจสัมภาระโหลดใต้เครื่อง เริ่ม 16 ตุลาคม 2569 ผู้โดยสารต้องรู้อะไรบ้าง?

ไทยปรับมาตรการตรวจสัมภาระโหลดใต้เครื่อง เริ่ม 16 ตุลาคม 2569 ผู้โดยสารต้องรู้อะไรบ้าง?

17

Aug

กรุงเทพมหานคร

ไทยปรับมาตรการตรวจสัมภาระโหลดใต้เครื่อง เริ่ม 16 ตุลาคม 2569 ผู้โดยสารต้องรู้อะไรบ้าง?

ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ประเทศไทยจะเริ่มใช้หลักเกณฑ์การตรวจค้นสัมภาระลงทะเบียน หรือกระเป๋าที่โหลดใต้ท้องเครื่องรูปแบบใหม่ เพื่อยกระดับมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยด้านการบินให้สอดคล้องกับแนวทางสากล


สาระสำคัญของมาตรการนี้คือ หากการตรวจคัดกรองพบสิ่งของต้องสงสัย วัตถุต้องห้าม วัตถุอันตราย หรือสิ่งที่อาจส่งผลต่อความปลอดภัยของเที่ยวบิน เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสามารถเปิดตรวจค้นกระเป๋าได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้โดยสารอยู่ในขณะตรวจค้น

มาตรการใหม่เปลี่ยนแปลงอะไร?

เดิมผู้โดยสารจำนวนมากอาจเข้าใจว่า หากกระเป๋าโหลดมีปัญหา เจ้าหน้าที่จะต้องเรียกเจ้าของกระเป๋ากลับมาเปิดหรือตรวจค้นต่อหน้าเสมอ แต่ภายใต้หลักเกณฑ์ใหม่นี้ เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการตรวจค้นโดยไม่ต้องรอผู้โดยสาร เพื่อลดความล่าช้าและไม่ให้กระทบต่อการจัดการสัมภาระหรือการออกเดินทางของเที่ยวบิน


อย่างไรก็ตาม การเปิดกระเป๋าจะเกิดขึ้นเมื่อมีเหตุอันควรสงสัยจากกระบวนการตรวจคัดกรอง ไม่ได้หมายความว่าสัมภาระทุกใบจะถูกเปิดตรวจ

เมื่อกระเป๋าถูกเปิดตรวจ จะมีขั้นตอนอย่างไร?


เพื่อคุ้มครองทั้งความปลอดภัยและสิทธิของเจ้าของสัมภาระ กระบวนการเปิดตรวจค้นจะมีการควบคุมและบันทึกหลักฐานอย่างเป็นระบบ ได้แก่

  • บันทึกภาพระหว่างการเปิดและตรวจค้นสัมภาระ
  • ดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจตามขั้นตอนที่กำหนด
  • ใส่เอกสารแจ้งการตรวจค้นไว้ภายในกระเป๋า เพื่อให้เจ้าของทราบภายหลัง
  • หากพบวัตถุต้องห้ามหรือวัตถุอันตราย เจ้าหน้าที่มีอำนาจยึดสิ่งของดังกล่าวตามกฎหมาย และบางกรณีอาจไม่สามารถขอคืนได้


ผู้โดยสารจึงอาจพบเอกสารแจ้งอยู่ภายในกระเป๋าเมื่อรับสัมภาระที่ปลายทาง ซึ่งหมายความว่ากระเป๋าใบนั้นผ่านการเปิดตรวจตามขั้นตอนด้านความปลอดภัย ไม่ได้แปลว่าสัมภาระถูกเปิดโดยไม่มีการควบคุม


ควรใช้กุญแจล็อกกระเป๋าแบบไหน?

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยแนะนำให้เลือกใช้กุญแจหรือระบบล็อกที่ได้มาตรฐานสากล เช่น TSA Lock ซึ่งสามารถเปิดด้วย Master Key หรืออุปกรณ์เฉพาะสำหรับการตรวจค้นได้


หากกระเป๋าถูกล็อกด้วยกุญแจที่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเปิดได้ และมีความจำเป็นด้านความปลอดภัยต้องตรวจค้น ตัวล็อกหรือกระเป๋าอาจได้รับความเสียหายจากการเปิด เจ้าของสัมภาระจึงควรพิจารณาเรื่องระบบล็อกก่อนเดินทาง


สิ่งของใดไม่ควรใส่ในกระเป๋าโหลด?

นอกจากวัตถุผิดกฎหมายและสิ่งของต้องห้ามตามข้อกำหนดของสนามบินแล้ว ผู้โดยสารควรระวังสิ่งของที่มักจัดกระเป๋าผิดประเภท เช่น

  • Power Bank และแบตเตอรี่สำรอง ต้องนำขึ้นห้องโดยสารตามเงื่อนไขที่กำหนด ห้ามโหลดใต้เครื่อง
  • เงินสด เครื่องประดับ และทรัพย์สินมีค่า
  • หนังสือเดินทาง เอกสารสำคัญ และยาประจำตัว
  • อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือสิ่งของที่แตกหักง่าย
  • ของเหลว สารเคมี หรืออุปกรณ์ที่อาจเข้าข่ายวัตถุอันตราย
  • อุปกรณ์ที่มีแบตเตอรี่ลิเทียม ควรตรวจสอบกับสายการบินก่อนจัดลงกระเป๋า


ข้อกำหนดของแต่ละสายการบินอาจแตกต่างกันในรายละเอียด หากไม่แน่ใจว่าสิ่งของชนิดใดสามารถโหลดได้ ควรสอบถามสายการบินโดยตรงก่อนเดินทาง ไม่ควรตัดสินจากคำว่า “ของใช้ทั่วไป” เพียงอย่างเดียว เพราะของบางชนิดดูธรรมดาบนพื้นดิน แต่มีความเสี่ยงเมื่ออยู่บนอากาศยาน


มาตรการนี้กระทบกับผู้โดยสารอย่างไร?

สำหรับผู้โดยสารทั่วไป ผลกระทบหลักไม่ได้อยู่ที่ขั้นตอนการเช็กอิน แต่เป็นเรื่องการจัดสัมภาระให้ถูกต้อง การเลือกใช้ระบบล็อกที่เหมาะสม และการตรวจสอบข้อกำหนดก่อนเดินทาง


แม้มาตรการดังกล่าวช่วยให้กระบวนการตรวจสัมภาระดำเนินการได้รวดเร็วขึ้น แต่ผู้โดยสารยังควรเผื่อเวลาเช็กอินตามคำแนะนำของสนามบินและสายการบิน โดยเฉพาะช่วงวันหยุดยาวหรือฤดูกาลท่องเที่ยวที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก


สรุปสิ่งที่ควรทำก่อนโหลดกระเป๋า

✅ ตรวจสอบรายการสิ่งของต้องห้ามและวัตถุอันตราย
✅ นำ Power Bank และแบตเตอรี่สำรองติดตัวขึ้นห้องโดยสาร
✅ เลือกใช้ระบบล็อกที่ได้มาตรฐาน เช่น TSA Lock
✅ แยกของมีค่า เอกสารสำคัญ และยาประจำตัวออกจากกระเป๋าโหลด
✅ ตรวจสอบข้อกำหนดเพิ่มเติมกับสายการบินที่เดินทาง
✅ ถ่ายภาพกระเป๋าและสิ่งของภายในไว้ก่อนโหลด เพื่อใช้เป็นหลักฐานหากเกิดปัญหา


มาตรการใหม่นี้ไม่ได้หมายความว่าสนามบินจะเปิดกระเป๋าของผู้โดยสารทุกใบ แต่เป็นการเพิ่มอำนาจและขั้นตอนการตรวจค้นในกรณีที่ระบบพบความผิดปกติ การจัดกระเป๋าอย่างถูกต้องจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยง กระเป๋าไม่เสียหาย และไม่ต้องมาลุ้นที่สายพานว่า “ทำไมของในกระเป๋าถึงจัดระเบียบดีกว่าตอนเราแพ็ก”


มีผลตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป


ข้อมูลอ้างอิง: สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT)

จำนวนผู้เข้าชม 130 ครั้ง